พลังงานสะอาดและการประหยัดพลังงานกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับเจ้าของบ้านมากขึ้น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) บนหลังคาหรือ Solar Rooftop ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีที่สนับสนุนโดยรัฐบาลอีกด้วย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับระบบโซลาร์เซลล์ การติดตั้ง และวิธีใช้สิทธิ Solar Cell ลดหย่อนภาษีในปีภาษี 2568 เพื่อให้ทุกบ้านสามารถวางแผนลงทุนได้อย่างคุ้มค่าและถูกต้องตามกฎหมาย
Highlight
- การติดตั้งระบบ Solar Rooftop ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาทต่อปี สำหรับปีภาษี 2568-2570 ช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ระบบโซลาร์เซลล์มี 3 ประเภทหลัก คือ Off-Grid (อิสระ) On-Grid (เชื่อมสายส่ง) และ Hybrid (ผสม) โดยแต่ละระบบจะตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน
- ระบบ On-Grid เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับบ้านทั่วไป เนื่องจากมีต้นทุนต่ำและสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้
- Solar Rooftop เหมาะสำหรับ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ บ้านหรือที่อยู่อาศัยที่ใช้ไฟ 300+ หน่วย/เดือน, ธุรกิจ SME ที่ใช้ไฟช่วงกลางวัน และเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า
- ควรเลือกผู้ติดตั้งที่เชื่อถือได้ และจัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สามารถใช้สิทธิทางภาษีได้สำเร็จ
- การลงทุนในโซลาร์เซลล์ช่วยให้ระยะเวลาคืนทุนได้เร็วขึ้น เมื่อรวมกับสิทธิลดหย่อนภาษี ทั้งยังเพิ่มมูลค่าบ้านและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
Solar Rooftop และระบบโซลาร์เซลล์คืออะไร
ระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) คือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรง ผ่านการใช้แผงโซลาร์เซลล์ที่ทำจากเซลล์สารกึ่งตัวนำ การทำงานของระบบนี้ไม่ก่อให้เกิดมลพิษหรือเสียงรบกวน จึงเป็นพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
โซลาร์รูฟท็อป หรือ Solar Rooftop System เป็นหนึ่งในรูปแบบการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับบ้านพักอาศัย โดยจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่แล้วอย่างคุ้มค่า ทั้งยังไม่ไปรบกวนการใช้งานพื้นที่อื่น ๆ ในบ้านอีกด้วย
ประโยชน์ของการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์
ประโยชน์ของการติดตั้ง Solar Rooftop นั้นครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการประหยัดค่าไฟฟ้ารายเดือนอย่างมีนัยสำคัญ การเพิ่มมูลค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ การมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสิ่งแวดล้อม และที่น่าสนใจคือ “การได้รับสิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีจากรัฐบาล” ซึ่งช่วยให้ระยะเวลาคืนทุนสั้นลงและคุ้มค่าการลงทุนมากยิ่งขึ้น
Solar Cell มีกี่ระบบ แต่ละระบบเหมาะกับการใช้งานแบบไหน ?
ระบบโซลาร์เซลล์สำหรับบ้านพักอาศัยแบ่งออกเป็น 3 ระบบหลัก แต่ละระบบมีข้อดีข้อเสียและเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน
ระบบโซลาร์เซลล์ Off-Grid (ระบบอิสระ)
ระบบ Solar Cell Off-Grid คือระบบที่ทำงานแบบอิสระ ไม่เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าหลัก ใช้แบตเตอรี่เป็นตัวสำรองพลังงาน
ข้อดี:
- ไม่พึ่งพาระบบไฟฟ้าหลัก เหมาะกับพื้นที่ห่างไกล
- สามารถใช้ไฟได้ตลอดเวลา
- ไม่มีค่าไฟฟ้ารายเดือน
ข้อเสีย:
- ต้นทุนสูง เนื่องจากต้องซื้อแบตเตอรี่
- แบตเตอรี่ต้องเปลี่ยนทุก 5-10 ปี
- ความจุพลังงานจำกัด อาจไม่เพียงพอในวันที่แสงแดดน้อย
เหมาะสำหรับ: บ้านในพื้นที่ห่างไกล บ้านสวน กระท่อม หรือพื้นที่ที่ไฟฟ้าดับบ่อย
ระบบโซลาร์เซลล์ On-Grid (ระบบเชื่อมต่อสายส่ง)
ระบบ Solar Cell On-Grid คือระบบที่เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) สามารถส่งไฟฟ้าเกินที่ใช้กลับเข้าระบบ
ข้อดี:
- ต้นทุนต่ำที่สุด ไม่ต้องซื้อแบตเตอรี่
- สามารถขายไฟฟ้าเกินกลับระบบ (Net Metering/Net Billing)
- ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี 200,000 บาท
- บำรุงรักษาง่าย ไม่ซับซ้อน
ข้อเสีย:
- หยุดทำงานเมื่อไฟฟ้าดับ (เพื่อความปลอดภัยของช่างซ่อม)
- ยังคงต้องจ่ายค่าไฟฟ้าพื้นฐาน
- ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐในการรับซื้อไฟฟ้า
เหมาะสำหรับ: บ้านทั่วไปในเมือง ผู้ที่ต้องการลดค่าไฟและใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
ระบบโซลาร์เซลล์ Hybrid (ระบบผสม)
ระบบ Solar Cell Hybrid คือระบบที่รวมข้อดีของทั้ง On-Grid และ Off-Grid เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าหลัก แต่มีแบตเตอรี่สำรอง
ข้อดี:
- ใช้ไฟได้ต่อเนื่องแม้ไฟฟ้าดับ
- สามารถขายไฟฟ้าเกินกลับระบบได้
- มีไฟฟ้าใช้ในเวลากลางคืนจากแบตเตอรี่
- ควบคุมการใช้พลังงานได้อย่างยืดหยุ่น
ข้อเสีย:
- มีต้นทุนสูง ต้องซื้อทั้งอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่
- ระบบซับซ้อน ต้องบำรุงรักษาแบตเตอรี่
- ใช้พื้นที่ติดตั้งมากกว่า
เหมาะสำหรับ: บ้านในพื้นที่ที่ไฟฟ้าดับบ่อย ผู้ที่ต้องการความมั่นใจด้านไฟฟ้า โรงพยาบาล สำนักงาน หรือธุรกิจที่ต้องใช้ไฟฟ้าต่อเนื่อง
Solar Rooftop เหมาะกับใคร ?
ระบบ Solar Rooftop เป็นการลงทุนที่ดีสำหรับหลากหลายกลุ่มผู้ใช้งาน โดยแต่ละกลุ่มจะได้รับประโยชน์ที่แตกต่างกันตามรูปแบบการใช้ไฟฟ้า งบประมาณ และเป้าหมายการประหยัดพลังงาน มาดูกันว่ากลุ่มไหนจะเหมาะกับคุณมากที่สุด
- บ้าน-ที่อยู่อาศัย: เหมาะสำหรับเจ้าของบ้านที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 300 หน่วยต่อเดือน มีรายได้อยู่ในเกณฑ์เสียภาษี และมีหลังคาที่เหมาะสมต่อการติดตั้ง สามารถลดค่าไฟได้ 70-90% พร้อมรับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาทต่อปี
- ผู้ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV): เหมาะสำหรับเจ้าของรถ EV ที่ชาร์จรถที่บ้านเป็นประจำ หรือผู้ที่วางแผนซื้อรถไฟฟ้าในอนาคต สามารถใช้ไฟฟ้าจากแสงแดดชาร์จรถได้ฟรี ประหยัดค่าใช้จ่ายและลดการปล่อยคาร์บอน
- ธุรกิจ SME และโรงงาน: เหมาะกับธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน มีพื้นที่หลังคาขนาดใหญ่ และต้องการลดต้นทุนการผลิต สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 30-50% และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ขั้นตอนการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่บ้าน
การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ที่บ้านมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
การตรวจสอบความพร้อมของหลังคาและพื้นที่ติดตั้ง
ขั้นตอนแรกคือการประเมินโครงสร้างหลังคาให้แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งโดยเฉลี่ยจะมีน้ำหนักประมาณ 15-20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ทิศทางและมุมเอียงของหลังคาเป็นปัจจัยสำคัญ โดยควรหันไปทางทิศใต้หรือตะวันออกเฉียงใต้เพื่อรับแสงแดดได้สูงสุดตลอดวัน นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง เช่น ต้นไม้ใหญ่ อาคารใกล้เคียง หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นที่อาจทำให้เกิดเงาบดบังแผงโซลาร์เซลล์
การเลือกขนาดกำลังไฟให้เหมาะสมกับบ้าน
การกำหนดขนาดระบบที่เหมาะสมต้องพิจารณาหลายปัจจัย ได้แก่
- การใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือนจากบิลไฟย้อนหลัง 6-12 เดือน
- ขนาดพื้นที่หลังคาที่สามารถติดตั้งได้จริง
- งบประมาณการลงทุนที่มี โดยทั่วไปแล้ว
บ้านขนาดปานกลางที่ใช้ไฟฟ้าประมาณ 300-500 หน่วยต่อเดือน ระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 3-5 กิโลวัตต์พีค (kWp) จะเหมาะสมที่สุด และสามารถลดค่าไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การคัดเลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ
การเลือกผู้ติดตั้งที่เชื่อถือได้เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เริ่มจากการตรวจสอบใบอนุญาตประกอบธุรกิจและใบรับรองมาตรฐานต่าง ๆ และควรสอบถามประสบการณ์การติดตั้งและขอดูผลงานที่ผ่านมา รวมถึงการรับประกันอุปกรณ์และงานติดตั้งที่ชัดเจน และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ ก็คือ คุณภาพการบริการหลังการขายและการดูแลลูกค้า ซึ่งผู้ให้บริการที่ดีจะมีทีมงานเทคนิคที่พร้อมให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
การขออนุญาตและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ก่อนติดตั้งต้องแจ้งและขอยื่นอนุญาตกับหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงการไฟฟ้าในพื้นที่ (MEA/PEA) และจำเป็นต้องจัดเตรียมเอกสารสำคัญ ได้แก่
- ใบเสนอราคา/ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ (Tax Invoice) ระบุชื่อผู้ติดตั้งตรงกับเจ้าของบ้าน/เจ้าของมิเตอร์
- เอกสารการยื่นขอเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า
- เอกสารรับรองการติดตั้งโดยวิศวกร
- Single Line Diagram เซ็นโดยวิศวกรไฟฟ้า
- รูปถ่ายและใบรับรองผลงานติดตั้ง
สิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2568

รัฐบาลเปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านพักอาศัยได้รับสิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีจากการติดตั้งระบบ Solar Cell โดยสามารถหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาทต่อปี (รวม VAT) สำหรับปีภาษี 2568-2570 หรือเมื่อยื่นภาษีในปี 2569-2571
เงื่อนไขสำคัญที่ต้องเข้าใจ
ระบบต้องติดตั้งในบ้านพักอาศัยที่ใช้ไฟฟ้าประเภท 1 เท่านั้น (ไม่รวมบ้านเพื่อการค้าหรือสำนักงาน) และต้องเป็นระบบแบบ On-grid ที่เชื่อมต่อกับการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมทั้งมีกำลังการผลิตไฟไม่เกิน 10 กิโลวัตต์พีค ต่อหลังคา
สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ชื่อในเอกสารทุกฉบับและใบกำกับภาษีต้องตรงกับเจ้าของบ้านและเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า โดย 1 คน ใช้สิทธิได้เพียง 1 ระบบ ต่อ 1 มิเตอร์ เท่านั้น หากบ้านมีหลายมิเตอร์ ต้องเลือกใช้สิทธิเพียงมิเตอร์เดียว
ข้อสำคัญที่ต้องรู้
- หากระบบมีราคาเกิน 200,000 บาท ส่วนที่เกินจะไม่สามารถนำไปใช้สิทธิในปีถัดไปได้ เพราะสิทธิลดหย่อนสูงสุดต่อปีภาษีคือ 200,000 บาทต่อคน ดังนั้นมาตรการนี้จึงเหมาะสมสำหรับผู้มีรายได้สูง (ฐานภาษี 20-35%) ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด
- ระบบต้องติดตั้งและขออนุญาตอย่างถูกต้องครบทุกขั้นตอนตามกฎหมาย และสิทธินี้มีผลถึงปีภาษี 2570 (หมดเขตยื่น 31 ธันวาคม 2571)
การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านช่วยให้เจ้าของบ้านประหยัดค่าไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นการผลิตพลังงานไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีตามกฎหมายสำหรับปีภาษี 2568 ทั้งยังเพิ่มมูลค่าบ้านเพราะเป็นการลงทุนในพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยโครงสร้างบ้านเดี่ยวย่านกรุงเทพกรีฑาของ SC Asset ออกแบบมาให้รองรับการติดตั้ง Solar Rooftop ได้อย่างเหมาะสม ทำให้เจ้าของบ้านสามารถเลือกติดตั้งและใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็ม เพิ่มโอกาสในการประหยัดค่าใช้จ่ายและลดภาระภาษีไปพร้อมกันอย่างคุ้มค่าที่สุด
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือลงทะเบียนเยี่ยมชมโครงการได้ที่เว็บไซต์ SC Asset หรือโทร. 1749 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของเราติดต่อกลับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิทธิลดหย่อนภาษีจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์
Q: ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ?
A: เอกสารที่จำเป็น ได้แก่
- ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ (Tax Invoice) ที่ระบุชื่อผู้ขอใช้สิทธิ ซึ่งต้อง ตรงกับชื่อเจ้าของบ้านและเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- สำเนาบัตรประชาชน
- เอกสารรับรองการติดตั้งโดยวิศวกร
- Single Line Diagram ที่เซ็นโดยวิศวกรไฟฟ้า
- เอกสารอนุญาตเชื่อมต่อระบบกับการไฟฟ้า (MEA/PEA)
- รูปถ่าย/ใบรับรองผลงานติดตั้ง
- หลักฐานการชำระเงิน
Q: หากเปลี่ยนเจ้าของบ้านหรือมีหลายมิเตอร์ต้องทำอย่างไร ?
A: ชื่อผู้ขอใช้สิทธิ/เจ้าของ Tax Invoice/เจ้าของมิเตอร์ และทะเบียนบ้าน ต้องตรงกันทุกฉบับ หากมีหลายมิเตอร์ในบ้านเดียวกัน สามารถเลือกใช้สิทธิได้เพียง 1 มิเตอร์ต่อ 1 รายบุคคลต่อ 1 ระบบเท่านั้น ไม่สามารถใช้ซ้ำหรือข้ามมิเตอร์ได้ในปีเดียวกัน
Q: การบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมหลังติดตั้งจะกระทบสิทธิภาษีหรือไม่ ?
A: การบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมหลังติดตั้ง ไม่ส่งผลต่อสิทธิลดหย่อนภาษี ที่ได้รับไปแล้ว แต่หากมีการขยาย เพิ่มกำลัง หรือเปลี่ยนแปลงระบบใหม่ ต้องตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขการใช้สิทธิในปีนั้น ๆ อีกครั้งตามประกาศใหม่
Q: ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ถึงเมื่อไหร่ ?
A: สิทธินี้ใช้ได้ตั้งแต่ ปีภาษี 2568 ถึง 2570 (ยื่นได้จนถึง 31 ธ.ค. 2571)
Q: การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีมีข้อจำกัดอะไรบ้าง ?
A: การใช้สิทธิ Solar Cell ลดหย่อนภาษีมีข้อจำกัด ดังนี้
- ใช้ได้เฉพาะบ้านอยู่อาศัย/ประเภท 1 ที่จดชื่อผู้ใช้ไฟฟ้าในนามบุคคลธรรมดา
- ระบบต้องเป็น On-grid (เชื่อมกับระบบสายส่งและได้รับอนุญาตจาก MEA/PEA)
- กำลังผลิต ไม่เกิน 10kWp ต่อหลังคา
- 1 คน/1 มิเตอร์/1 ระบบ/1 หลังคา เท่านั้น
- สิทธิลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงรวม VAT ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปีภาษี
- ส่วนที่เกิน 200,000บาท/ปี จะลดหย่อนไม่ได้ ต้องออกเอกสารใหม่หากติดในปีถัดไป
