Research and Knowledge2 มิ.ย. 2568

แนะนำวิธีคํานวณการผ่อนคอนโด เข้าใจง่าย ปรับใช้ได้จริง

มีคอนโดในฝันได้โดยไม่เครียดเรื่องเงินเพียงรู้วิธีคํานวณการผ่อนคอนโด

การตัดสินใจซื้อคอนโดเป็นของตัวเอง ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของชีวิตหลาย ๆ คน โดยเฉพาะคอนโดที่มีราคาอยู่ในช่วงกลาง ๆ อย่าง 2–10 ล้านบาท แต่คำถามที่มักจะตามมาเสมอก็คือ “ควรจะวางแผนผ่อนคอนโดในช่วงราคานี้อย่างไรให้คุ้มค่าแต่ไม่ตึงเกินไป ?” 

ความกังวลเรื่องภาระการเงินถือเป็นเรื่องปกติ เพราะการผ่อนคอนโดคือภาระผูกพันระยะยาว หัวใจสำคัญของการผ่อนแบบ "ไม่กดดัน" จึงไม่ได้อยู่ที่การมีรายได้สูงที่สุด แต่อยู่ที่การ "รู้ตัวเลข" ของเราเองอย่างชัดเจน ทั้งรายได้ที่มี ภาระผ่อนที่รับไหว และราคาคอนโดที่ "พอดี" กับไลฟ์สไตล์และการเงินของเราจริง ๆ 

สำหรับใครที่กำลังวางแผนก้าวสำคัญนี้ บทความนี้ได้สรุปเทคนิคการวางแผนผ่อนชำระที่จะช่วยเปลี่ยนเรื่องการเงินที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องเข้าใจง่าย พร้อมแนวทางและตารางคํานวณการผ่อนคอนโด ที่จะช่วยให้คุณเป็นเจ้าของคอนโดในฝันได้อย่างสบายใจ โดยไม่กระทบกับอิสระในการใช้ชีวิต

 

Key Highlight  

  • การวางแผนผ่อนคอนโดอย่างเป็นระบบ ช่วยให้มีที่อยู่อาศัยได้โดยไม่กระทบสภาพคล่องทางการเงิน
  • วิเคราะห์ 3 ช่วงราคายอดนิยม (2-4, 5-7, และ 8-10 ล้าน) เพื่อช่วยจับคู่รายได้กับภาระผ่อนต่อเดือนที่เหมาะสม
  • ค่างวดผ่อนควรอยู่ไม่เกิน 35–40 % ของรายได้ต่อเดือน เพื่อไม่ให้การเงินตึงมือ
  • ดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยปี 2025 เฉลี่ย 3–7 % ต่อปี ขึ้นอยู่กับธนาคารและช่วงโปรโมชัน
  • เทคนิคผ่อนคอนโดอย่างสบายใจคือการเตรียมเงินก้อน 10–20% สำหรับเงินดาวน์ และเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงิน
  • การรู้จักคำนวณวงเงินกู้สูงสุดและวางแผนโปะหนี้เป็นระยะ จะช่วยให้ผ่อนคอนโดให้หมดเร็วและประหยัดดอกเบี้ยในระยะยาว

 

คํานวณการผ่อนคอนโด 3 ช่วงราคากลางยอดนิยมสำหรับคนเมือง

 

วิเคราะห์ 3 ช่วงราคาคอนโดยอดนิยมของวัยทำงานที่ตั้งตัวได้แล้ว

ปัจจุบันคอนโดมิเนียมเป็นทางเลือกยอดนิยมของคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการมีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เริ่มตั้งตัว มีรายได้ประจำ และมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิตและการลงทุน การเลือกคอนโดให้เหมาะกับรายได้และไลฟ์สไตล์จึงเป็นก้าวสำคัญของการวางแผนการเงินระยะยาว ซึ่งโดยทั่วไปสามารถแบ่งช่วงราคายอดนิยมของคอนโดได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

 

1. คอนโดราคา 2-4 ล้านบาท

คอนโดในช่วงราคานี้มักมีขนาดประมาณ 25–35 ตารางเมตร ตั้งอยู่ใกล้รถไฟฟ้าหรือย่านชุมชนที่ถัดออกไปจากใจกลางเมือง แต่ยังคงเดินทางสะดวก เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานและต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ภาระผ่อนต่อเดือนยังไม่สูงมากนัก ทำให้ยังสามารถบริหารรายจ่ายอื่น ๆ ได้อย่างคล่องตัว

 

  • ผ่อนประมาณ: 10,000–20,000 บาท/เดือน
  • เหมาะกับ: ผู้มีรายได้ประจำ 30,000–50,000 บาท/เดือน
  • ข้อควรระวัง:
    • ภาระผ่อนรายเดือนควรไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน
    • ควรสำรองเงินก้อนสำหรับค่าใช้จ่ายเริ่มต้น เช่น เงินดาวน์ ค่าจอง และค่าทำสัญญา

2. คอนโดราคา 5-7 ล้านบาท

คอนโดในช่วงราคานี้มักมีขนาดห้องใหญ่ขึ้น ประมาณ 35–50 ตารางเมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพใกล้ย่านธุรกิจสำคัญ เช่น อโศก สุขุมวิท หรือพระราม 9 เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานมาหลายปี มีรายได้มั่นคง และต้องการอยู่อาศัยระยะยาวอย่างสบายใจ

  • ผ่อนประมาณ: 25,000–35,000 บาท/เดือน
  • เหมาะกับ: ผู้มีรายได้ 60,000–90,000 บาท
  • ข้อควรระวัง:
    • ควรมีเงินเก็บล่วงหน้าอย่างน้อย 10–20% ของราคาห้อง หรือราว 500,000–1,400,000 บาท เพื่อใช้เป็นเงินดาวน์และค่าใช้จ่ายเริ่มต้น ช่วยลดภาระในการกู้
    • ควรตรวจสอบเครดิตทางการเงิน (Credit Bureau) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายและวงเงินสูงตามต้องการ

 

3. คอนโดราคา 8-10 ล้านบาท

คอนโดในช่วงราคานี้มักเป็นห้องแบบสองห้องนอนขึ้นไป หรืออยู่ในโครงการที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและดีไซน์ระดับ Luxury Living เหมาะสำหรับผู้ที่มีเป้าหมายระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการอยู่อาศัยกับครอบครัว หรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างมูลค่าในอนาคต

  • ผ่อนประมาณ: 40,000–50,000 บาท/เดือน
  • เหมาะกับ: คนวัยทำงานที่มีรายได้มั่นคง อายุ 30 ปีขึ้นไป และกำลังวางแผนสำหรับการเริ่มต้นครอบครัว
  • ข้อควรระวัง:
    • ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือนของค่างวดผ่อนคอนโด เพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภาวะรายได้ลดลงชั่วคราว
    • หากตั้งใจซื้อเพื่อเก็งกำไรหรือปล่อยเช่า ควรศึกษาทำเลและแนวโน้มตลาดอย่างละเอียด เนื่องจากคอนโดระดับราคานี้อาจใช้เวลาขายหรือหาผู้เช่านานกว่าคอนโดในช่วงราคากลาง

 

ก่อนตัดสินใจผ่อนคอนโดควรต้องวางแผนและคำนวณการเงินอย่างรอบด้าน

 

วิธีคำนวณการผ่อนคอนโด และวงเงินกู้สูงสุดเบื้องต้น

ก่อนตัดสินใจผ่อนคอนโด สิ่งแรกที่ควรทำคือการคำนวณวงเงินกู้สูงสุด เพื่อให้รู้ขอบเขตการซื้อที่เหมาะสมกับกำลังรายได้ของเรา โดยเริ่มจากการประเมินว่า “สามารถผ่อนคอนโดได้เดือนละเท่าไร” โดยสามารถคำนวณเบื้องต้นได้จากสูตร 

 

(รายได้ต่อเดือน × 40%) – ภาระหนี้ที่มีอยู่ = ความสามารถในการผ่อนชำระต่อเดือน

 

เมื่อได้ตัวเลขความสามารถในการผ่อนชำระแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการคำนวณวงเงินกู้สูงสุด ที่ธนาคารอาจอนุมัติให้ ซึ่งธนาคารส่วนใหญ่จะใช้ “ค่ากลางการผ่อน” เป็นเกณฑ์อ้างอิง โดยทั่วไปกำหนดไว้ที่อัตรา 1 ล้านบาท ต่อค่างวดประมาณ 7,000 บาท/เดือน

จากค่ากลางข้างต้นเราสามารถคำนวณวงเงินกู้สูงสุดได้ตามสูตร

 

(ความสามารถผ่อนชำระต่อเดือน × 1,000,000) ÷ 7,000 = วงเงินกู้สูงสุดโดยประมาณ

 

ตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ต่อเดือน 40,000 บาท และมีภาระหนี้อื่น ๆ อยู่ 5,000 บาทต่อเดือน
สามารถคำนวณ “ความสามารถในการผ่อนชำระ” ได้ดังนี้

 

(40,000 × 40%) – 5,000 = 11,000 บาท

 

เมื่อนำตัวเลขนี้มาแทนในสูตรจะได้

 

(11,000 × 1,000,000) ÷ 7,000 = 1,571,428 บาท (โดยประมาณ)

 

หมายความว่า หากมีรายได้และภาระหนี้ตามตัวอย่างข้างต้น วงเงินกู้ที่ธนาคารอาจอนุมัติให้จะอยู่ราว 1.57 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง วงเงินกู้ที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น ประเภทอาชีพ ระยะเวลาการกู้ และประวัติเครดิตส่วนบุคคล ดังนั้น หากต้องการขอสินเชื่อวงเงินสูงขึ้น แนะนำให้บริหารจัดการหนี้เดิมให้เรียบร้อยก่อนยื่นกู้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือทางการเงินและโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อได้เต็มวงเงินมากขึ้น

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกคำนวณเอง ด้านล่างนี้คือตารางคํานวณการผ่อนคอนโดเบื้องต้น ซึ่งคำนวณจากรายได้ของผู้ที่ไม่มีภาระหนี้ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนเบื้องต้นได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

รายได้ต่อเดือน (บาท)

ความสามารถในการผ่อนชำระ (บาท)

วงเงินกู้สูงสุด (บาท)

30,000

12,000

1,714,285

35,000

14,000

2,000,000

40,000

16,000

2,285,714

45,000

18,000

2,571,428

50,000

20,000

2,857,142

55,000

22,000

3,142,857

60,000

24,000

3,428,571

65,000

26,000

3,714,285

70,000

28,000

4,000,000

75,000

30,000

4,285,714

80,000

32,000

4,571,428

85,000

34,000

4,857,142

90,000

36,000

5,142,857

95,000

38,000

5,428,571

100,000

40,000

5,714,285

 

* หมายเหตุ: เป็นตัวเลขโดยประมาณการ วงเงินกู้สูงสุดขึ้นอยู่กับอาชีพ ภาระหนี้ และระยะเวลากู้ เป็นต้น

 

เทคนิคผ่อนคอนโดอย่างสบายใจ ไม่ตึงเครียดด้านการเงินเกินไป

ก่อนจะเซ็นสัญญากู้ซื้อคอนโด การเตรียมพร้อมทั้งด้านการเงินและแนวทางการวางแผนระยะยาวจะช่วยให้สามารถผ่อนคอนโดได้อย่างมั่นคง ไม่ต้องกังวลเรื่องดอกเบี้ย หรือค่าผ่อนล้นมือ โดยเทคนิคที่สามารถนำไปปรับใช้ได้มีดังนี้ 

  • เตรียมเงินก้อนล่วงหน้า สำหรับเงินจอง เงินดาวน์ และค่าทำสัญญา โดยควรมีเงินสำรอง 10–20% ของมูลค่าคอนโดก่อนยื่นกู้ เพื่อให้การยื่นสินเชื่อราบรื่นและไม่กระทบกับเงินสำรองฉุกเฉิน
  • วางแผนระยะเวลากู้ให้สอดคล้องกับอายุ โดยควรบริหารภาระให้จบภายในอายุ 60–65 ปี เพื่อไม่ให้ภาระลากยาวถึงวัยเกษียณ
  • ประเมินความสามารถในการผ่อนคอนโดให้รอบคอบ ไม่ควรมีภาระหนี้รวมเกิน 50% ของรายได้ต่อเดือน และค่างวดผ่อนคอนโดไม่ควรเกิน 35–40% ของรายได้
  • วางแผนโปะหนี้เพื่อลดระยะเวลาผ่อน หากมีรายได้พิเศษ เช่น โบนัส เงินเก็บปลายปี ควรนำมาชำระเงินต้นเพิ่มเติม หรือใช้โปะหนี้ เพื่อลดทั้งยอดรวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายและจำนวนปีในการผ่อนชำระ ช่วยให้สามารถผ่อนคอนโดให้หมดเร็วยิ่งขึ้น

เริ่มต้นก้าวแรกของการมีคอนโดอย่างมั่นใจ ด้วยการวางแผนทางการเงินที่รอบคอบและเลือกโครงการที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย ด้วยขนาดห้องที่เหมาะสม พื้นที่ใช้สอยลงตัว และทำเลเดินทางที่สะดวก เพื่อให้ทุกวันของคุณเต็มไปด้วยความสบายและสมดุล SC Asset พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในทุกก้าวของคุณ ด้วยโครงการคอนโดมิเนียมคุณภาพบนทำเลศักยภาพทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1749 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำยูนิตที่ตรงกับงบประมาณและไลฟ์สไตล์ของคุณได้เลยวันนี้

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกู้และผ่อนคอนโด (FAQs)

 

Q: ดอกเบี้ยผ่อนคอนโดปัจจุบันอยู่ที่เท่าไร ?

A: ดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2025 แบ่งได้เป็นสองช่วงหลัก

  • ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) เฉลี่ย 3.1 – 3.5 % ในช่วง 1–3 ปีแรก (ขึ้นอยู่กับโปรโมชันของแต่ละธนาคาร)
  • ดอกเบี้ยลอยตัว (MRR/MLR) หลังหมดโปรโมชัน อยู่ที่ประมาณ 6.5 – 7.5 % ต่อปี 

ดังนั้นก่อนตัดสินใจ ควรเทียบอัตราดอกเบี้ยจากหลายธนาคาร และประเมินค่างวดรวมตลอดสัญญา เพื่อให้เห็นภาระที่แท้จริงในระยะยาว

 

Q: ปัจจุบันกู้คอนโดได้กี่เปอร์เซ็นต์ของราคาห้อง ?

A: ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงมาตรการผ่อนคลาย LTV (Loan to Value หรือ อัตราส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกัน) 100 % สำหรับที่อยู่อาศัย มีผลตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569 หมายความว่าผู้ซื้อสามารถกู้ได้เต็มมูลค่าราคาซื้อขายในหลายกรณี แต่เงื่อนไขอาจแตกต่างกันไปตามประเภทผู้กู้และจำนวนสัญญา จึงควรสอบถามรายละเอียดจากธนาคารก่อนยื่นกู้จริง

 

Q: ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อคอนโดสามารถลดหย่อนภาษีได้ไหม ?

A: สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี โดยต้องเป็นเงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจริง (ไม่ใช่เพื่อการลงทุน) และชื่อในสัญญาต้องตรงกับผู้ใช้สิทธิลดหย่อน

 

Q: รีไฟแนนซ์คอนโดเมื่อไรถึงจะคุ้มค่าที่สุด ?

A: ช่วงที่เหมาะสมในการรีไฟแนนซ์คือ หลังผ่อนคอนโดครบ 3 ปี เพราะมักหมดระยะโปรโมชันดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเดิม หากย้ายไปสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า 1–1.5 % จะช่วยลดค่างวดรายเดือนและดอกเบี้ยรวมได้หลายแสนบาทตลอดสัญญา แต่ควรตรวจสอบค่าปรับกรณีไถ่ถอนก่อนกำหนด ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ 2–3 % ของยอดเงินกู้คงเหลือ

 

Q: ค่าใช้จ่ายวันโอนคอนโดปีมีอะไรบ้าง และรัฐยังลดค่าธรรมเนียมอยู่ไหม ?

A: ค่าใช้จ่ายหลักคือ

  • ค่าธรรมเนียมโอน 2 % ของราคาประเมินหรือราคาซื้อขาย (แล้วแต่กรณี)
  • ค่าจดจำนอง 1 % ของวงเงินกู้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมเหลือ 0.01 % สำหรับที่อยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 7 ล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด มีผลถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 จึงควรตรวจสอบกับกรมที่ดินหรือโครงการก่อนวันโอนจริง