ก่อนที่จะขายหรือโอนคอนโด หนึ่งในเอกสารสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ “ใบปลอดหนี้” เพื่อเป็นหลักฐานว่าเจ้าของเดิมไม่มีภาระค้างชำระค่าส่วนกลางกับนิติบุคคล แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าเอกสารประเภทนี้ต้องขอเมื่อไร และใช้อะไรบ้างในการขอ รวมถึงมีอายุการใช้งานได้กี่วัน เรารวบรวมข้อมูลของใบปลอดหนี้มาบอกให้ครบในบทความนี้
ใบปลอดหนี้คืออะไร ทำไมใครขายคอนโดก็ต้องมี ?
ใบปลอดหนี้ถือเป็นเอกสารสำคัญในการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม ซึ่งออกโดยนิติบุคคลของโครงการ เพื่อเป็นการยืนยันว่าผู้ขายได้ชำระหนี้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับค่าส่วนกลาง และไม่มีค้างจ่ายใด ๆ เช่น ค่าบำรุงรักษาพื้นที่ส่วนกลาง (ฟิตเนส, สระว่ายน้ำ, Co-Working space) รวมถึงค่าบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นเครื่องยืนยันว่าผู้ซื้อคอนโดจะไม่ต้องมารับภาระค่าค้างจ่ายใด ๆ แทนเจ้าของเดิม และที่สำคัญหากไม่มีเอกสารประเภทนี้ การโอนกรรมสิทธิ์ยังจะไม่สามารถดำเนินการได้อีกด้วย
ผู้ที่ต้องขอใบปลอดหนี้
ใบปลอดหนี้จะต้องขอโดยผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะต้องดำเนินการผ่านนิติบุคคลของโครงการ เพื่อเป็นการยืนยันว่าไม่มีภาระหนี้ค้างจ่ายให้ต้องชำระ
เหตุผลที่ต้องใช้ใบปลอดหนี้ในการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์
การมีใบปลอดหนี้เป็นการรับรองว่าผู้ขายได้ชำระหนี้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคอนโดแล้ว โดยเฉพาะในกรณีของการโอนกรรมสิทธิ์ในคอนโดมิเนียมที่ต้องแสดงเอกสารนี้ให้กับเจ้าหน้าที่กรมที่ดินเพื่อดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้อง
แต่นอกจากใบปลอดหนี้จะช่วยป้องกันผู้ซื้อไม่ต้องรับภาระค่าค้างจ่ายจากผู้ขายแล้ว ยังช่วยป้องกันปัญหาด้านการฟ้องร้องหรือการถูกคิดดอกเบี้ยจากหนี้ที่ค้างอยู่ของเจ้าของเดิม ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกสบายใจในการซื้อคอนโดมากยิ่งขึ้น
ขอใบปลอดหนี้อย่างไร ต้องใช้อะไรบ้าง และมีอายุกี่วัน ?
ขั้นตอนการขอใบปลอดหนี้เริ่มต้นจากการที่เจ้าของคอนโดต้องติดต่อกับนิติบุคคลหรือฝ่ายจัดการโครงการ เพื่อลงทะเบียนขอใบปลอดหนี้ โดยต้องเตรียมเอกสารประกอบให้ครบถ้วน แต่ในกรณีที่ไม่สามารถเดินทางไปดำเนินการด้วยตนเอง ก็สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปขอแทนได้
การออกเอกสารใบปลอดหนี้จะมีอายุการใช้งานที่จำกัด โดยปกติจะมีอายุระหว่าง 7 ถึง 15 วัน ขึ้นอยู่กับระเบียบของแต่ละโครงการ ซึ่งหากหมดอายุจะต้องขอใหม่ เพื่อเป็นการอัปเดตข้อมูลให้ตรงกับสถานะการชำระหนี้ล่าสุด
เอกสารประกอบการขอใบปลอดหนี้
- สำเนาบัตรประชาชน ของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ
- สำเนาทะเบียนบ้าน ของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ
- สำเนาโฉนดที่ดิน หรือเอกสารสิทธิ์ในคอนโด
- สำเนาสัญญาการซื้อขายที่ได้ตกลงกับผู้ซื้อ
- ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้าชื่อหรือนามสกุลในเอกสารไม่ตรงกัน)
กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทน
ในกรณีที่เจ้าของคอนโดไม่สามารถขอใบปลอดหนี้ด้วยตนเอง สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำการขอใบปลอดหนี้แทนได้ โดยต้องมีหนังสือมอบอำนาจ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของทั้งผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ โดยผู้รับมอบอำนาจอาจจะเป็นทนายความหรือบุคคลที่ดำเนินการแทนเจ้าของคอนโดในการยื่นเอกสารทั้งหมดไปยังนิติบุคคล
หากไม่มีใบปลอดหนี้จะส่งผลเสียในเรื่องใดบ้าง ?

อย่างที่บอกไปว่า หากไม่มีใบปลอดหนี้ในการซื้อขายคอนโด ผู้ขายจะไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ อีกทั้งยังอาจส่งผลเสียในเรื่องต่อไปนี้อีกด้วย
- เสี่ยงถูกคิดดอกเบี้ย ค่าปรับ หรือเกิดการฟ้องร้อง: หากผู้ขายยังค้างชำระค่าส่วนกลางหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ผู้ขายอาจต้องเสียค่าปรับหรือดอกเบี้ยเพิ่มเติม
- อาจถูกตัดสิทธิ์ใช้พื้นที่ส่วนกลางหรือลงคะแนนเสียง: ผู้ขายที่ยังค้างชำระหนี้อาจถูกตัดสิทธิ์ในส่วนนี้
คำแนะนำในการเตรียมตัวขอใบปลอดหนี้
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการขอใบปลอดหนี้ ควรเตรียมตัวล่วงหน้าให้พร้อม โดยมีขั้นตอน ดังนี้
- ตรวจสอบสถานะการชำระค่าบริการส่วนกลาง: หากมีการค้างชำระค่าส่วนกลางหรือค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคล ควรดำเนินการจ่ายให้เรียบร้อยก่อนขอใบปลอดหนี้
- ขอใบปลอดหนี้ล่วงหน้า: ควรทำเรื่องขอเอกสารจากนิติบุคคลก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการล่าช้าในการออกใบปลอดหนี้
- เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน: ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเอกสารที่ใช้ขอใบปลอดหนี้มีอย่างครบถ้วนและถูกต้อง เช่น สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, สำเนาโฉนด และสัญญาซื้อขาย
- ตรวจสอบระยะเวลาของเอกสาร: ใบปลอดหนี้มักมีอายุการใช้งานจำกัด 7-15 วัน ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าใบปลอดหนี้ยังไม่หมดอายุเมื่อถึงวันที่ต้องไปโอนกรรมสิทธิ์
หากไม่อยากวุ่นวายเรื่องเอกสารใบปลอดหนี้เมื่อต้องซื้อคอนโดต่อจากเจ้าของเก่า ! ลองมาเช็กราคาและเลือกซื้อคอนโดใหม่จาก SC Asset เรามีหลากหลายโครงการคุณภาพ ที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกมิติ ค้นหาทำเลที่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้า ใจกลางย่านธุรกิจ หรือโลเคชันศักยภาพอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษในแต่ละโครงการ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน โทร. 1749
