Research and Knowledge15 พ.ค. 2569

ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เริ่มยังไง? ใช้เงินเท่าไหร่ คุ้มไหม

SC
อยากซื้อบ้านลงทุนแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง? เจาะลึกการลงทุนอสังหาริมทรัพย์รูปแบบต่างๆ

Key Takeaway

  • การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ คือการนำเงินไปซื้อทรัพย์สินประเภทบ้าน คอนโด หรือที่ดิน เพื่อรอให้มูลค่าเพิ่มขึ้น หรือสร้างรายได้จากค่าเช่า
  • ประเภทการลงทุนหลัก ๆ มี 4 แบบ ได้แก่ ซื้อเพื่ออยู่และเก็บมูลค่า, ปล่อยเช่า, เก็งกำไรซื้อมา–ขายไป และลงทุนผ่านกองทุน REITs
  • เงินเริ่มต้นสำหรับลงทุนอสังหาฯ สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ หลักหมื่นบาท (ผ่านกอง REITs) ไปจนถึงหลักล้าน (ซื้อบ้าน/คอนโดโดยตรง)
  • ข้อดีคือเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ มีโอกาสเติบโต และสร้างกระแสเงินสด ส่วนข้อเสียคือสภาพคล่องต่ำและต้องใช้เงินก้อน
  • ผลตอบแทนเฉลี่ยจากการ ลงทุนอสังหาปล่อยเช่า อยู่ที่ประมาณ 4–7% ต่อปี ขึ้นอยู่กับทำเลและประเภททรัพย์
  • การลงทุนอสังหาไม่ต้องใช้เงิน เป็นไปได้ในบางรูปแบบ เช่น การหาสินเชื่อ 100% หรือร่วมทุน แต่ต้องมีความรู้และวินัยทางการเงินที่ดีมาก
  • SC Days Sales Event ครั้งใหญ่แห่งปีของ SC รวมโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพไว้ในที่เดียว ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม จัดขึ้นวันที่ 26–31 พฤษภาคม 2569 ณ Fashion Hall ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน พบโปรโมชั่นสุดพิเศษเช่น ดอกเบี้ย 0% สูงสุด 60 เดือน, ส่วนลดสูงสุด 10 ล้านบาท, อยู่ฟรี 3 ปี และ ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 10 ปี**

 

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีอะไรบ้าง? 

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีหลากหลายรูปแบบมาก ขึ้นอยู่กับเงินทุน ความเสี่ยงที่รับได้ และเป้าหมายของแต่ละคน เราขอแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้

 

1. ซื้อบ้าน-คอนโด เพื่ออยู่อาศัยและเก็บมูลค่าระยะยาว

การ ซื้อบ้านลงทุน ในรูปแบบนี้คือการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง โดยมองทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโต เพื่อให้เมื่อเวลาผ่านไป 5–10 ปี มูลค่าทรัพย์เพิ่มขึ้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ก็อยากให้เงินที่ลงไป "ทำงาน" ไปด้วย

 

2. ลงทุนอสังหาปล่อยเช่า สร้างกระแสเงินสดรายเดือน

ลงทุนอสังหาปล่อยเช่า เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะคอนโดในย่านใจกลางเมือง ใกล้รถไฟฟ้า มหาวิทยาลัย หรือออฟฟิศ ผู้ลงทุนซื้อทรัพย์มาแล้วปล่อยเช่ารายเดือน เพื่อรับ Passive Income และรอราคาขึ้นไปพร้อมกัน

 

จุดสำคัญคือต้องคำนวณ Rental Yield (ผลตอบแทนจากค่าเช่า) ให้ดี โดยสูตรง่าย ๆ คือ:

Rental Yield (%) = (ค่าเช่ารายปี ÷ ราคาทรัพย์) × 100

โดยทั่วไป Yield ที่ดีในกรุงเทพฯ ควรอยู่ที่ 4–7% ต่อปี

 

3. ลงทุนเก็งกำไรซื้อมา–ขายไป (Flipping)

นักลงทุนกลุ่มนี้จะมองหาทรัพย์ที่มีโอกาสราคาขึ้นเร็ว เช่น คอนโดในโครงการที่เปิดขายช่วง Pre-sale แล้วขายต่อเมื่อโครงการสร้างเสร็จ หรือซื้อบ้านมือสองในทำเลทอง มาปรับปรุงและขายต่อในราคาที่สูงขึ้น รูปแบบนี้ผลตอบแทนสูง แต่ก็มีความเสี่ยงและต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงเช่นกัน

 

4. ลงทุนผ่านกองทุนอสังหาฯ / REITs

สำหรับมือใหม่ที่เงินทุนยังไม่มาก การลงทุนผ่าน กองทุน REITs (Real Estate Investment Trust) เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเริ่มต้นได้ตั้งแต่หลักพันบาท สภาพคล่องสูงเพราะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ และได้รับเงินปันผลสม่ำเสมอ

 

ซื้อบ้านเพื่อการลงทุน

 

การซื้อบ้านและคอนโดเพื่อการลงทุน ข้อดี-ข้อเสีย ที่ต้องรู้ก่อน

เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นกัน การศึกษาทั้งข้อดีและข้อเสียจะช่วยให้คุณวางแผนรับมือกับความเสี่ยงและปกป้องเงินลงทุนของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ข้อดี ที่เหนือกว่าสินทรัพย์อื่น

  • มูลค่าเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ: ที่ดินเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด แต่ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ในระยะยาวราคาอสังหาฯ มักจะปรับตัวสูงขึ้นเสมอ
  • สร้างรายได้สองทาง (Dual Returns): คุณจะได้รับทั้งกระแสเงินสดจากค่าเช่ารายเดือน (Rental Yield) และได้กำไรจากมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเมื่อขายต่อ (Capital Gain)
  • ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้: อสังหาฯ เป็นสินทรัพย์ที่ธนาคารยอมรับสูงสุด คุณสามารถนำไปต่อยอดเพื่อขอสินเชื่อทำธุรกิจอื่นๆ ได้ง่าย
  • ป้องกันเงินเฟ้อได้ดีเยี่ยม: ค่าเช่าและราคาบ้านมักจะปรับตัวสูงขึ้นล้อไปกับอัตราเงินเฟ้อ ทำให้เงินของคุณไม่เสื่อมมูลค่าลง

ข้อเสียและความเสี่ยงที่ต้องระวัง

  • สภาพคล่องต่ำ (Low Liquidity): หากคุณต้องการใช้เงินด่วน คุณไม่สามารถเปลี่ยนบ้านหรือคอนโดให้เป็นเงินสดได้ภายในวันสองวันเหมือนหุ้นหรือทองคำ แต่อาจต้องใช้เวลาขายหลายเดือนหรือเป็นปี
  • ต้องมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา: บ้านและคอนโดมิเนียมเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เจ้าของต้องเตรียมงบประมาณสำหรับซ่อมแซม ทาสี หรือนิติบุคคล
  • ความเสี่ยงเรื่องผู้เช่า: ปัญหาผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า ย้ายออกกะทันหัน หรือทำบ้านพัง เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ นักลงทุนจึงต้องมีกระบวนการคัดกรองผู้เช่าที่ดี

โอกาสทองของนักลงทุน: ต้อนรับมหกรรมดีลครั้งใหญ่แห่งปี SC Days

หากคุณประเมินความพร้อมแล้วและคิดว่าปี 2026 นี้คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มต้น ซื้อบ้านลงทุน ข่าวดีคือตอนนี้ทาง SC กำลังจัดแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ประจำปี SC Days 2026 ซึ่งรวบรวมโครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมทำเลศักยภาพทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาหั่นราคาและอัดโปรโมชั่นแน่นๆ เพื่อให้นักลงทุนและผู้ที่กำลังหาบ้านได้ทรัพย์ที่ดีที่สุดในเงื่อนไขที่คุ้มค่าที่สุด

 

ชื่อโครงการ

ประเภทสินทรัพย์

ทำเล / จุดเด่น

ราคาเริ่มต้นในแคมเปญ*

สิทธิ์พิเศษ

Reference เอกมัย

คอนโดมิเนียม

ใจกลางทองหล่อ-เอกมัย เหมาะปล่อยเช่า Expat

เริ่ม 4.xx ล้านบาท

รับดีลพิเศษ SC Days

COBE เกษตร - ศรีปทุม

คอนโดมิเนียม

ย่านชุมชนรุ่นใหม่ ใกล้มหาวิทยาลัย ปล่อยเช่าง่าย

เริ่ม 2.xx ล้านบาท

รับดีลพิเศษ SC Days

Venue ID ราชพฤกษ์-345

บ้านเดี่ยว

ทำเลเชื่อมต่อเมืองฝั่งตะวันตก พื้นที่เติบโตสูง

เริ่ม 7.xx ล้านบาท

รับดีลพิเศษ SC Days

V Compound ติวานนท์-รังสิต

ทาวน์โฮม / บ้านแฝด

โซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ แหล่งจ้างงานและสถานศึกษา

เริ่ม 3.xx ล้านบาท

รับดีลพิเศษ SC Days

Grand Bangkok Boulevard 

คฤหาสน์หรู

ทำเลทองคำ New CBD สำหรับปล่อยเช่าต่างชาติระดับบน

เริ่ม 35 - 60 ล้านบาท

รับดีลพิเศษ SC Days

 

หมายเหตุ: ราคาและเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดและอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามแปลงที่ยังคงว่างอยู่ สามารถเช็คข้อมูลล่าสุดได้ที่หน้าเว็บแคมเปญโดยตรง

 

ลงทุนอสังหาเริ่มยังไง? Step by Step สำหรับมือใหม่

หลายคนสงสัยว่า ลงทุนอสังหาเริ่มยังไง ดีในเมื่อยังไม่มีประสบการณ์ ลองทำตาม 6 ขั้นตอนนี้

 

ขั้นที่ 1: กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

อยากได้ Passive Income? อยากเก็งกำไรระยะยาว? หรืออยากมีบ้านอยู่เองและเก็บเป็นมรดก? เป้าหมายต่างกันจะนำไปสู่ประเภททรัพย์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

ขั้นที่ 2: ประเมินสถานะการเงินตัวเอง

ตรวจสอบรายรับ–รายจ่าย เครดิตบูโร ภาระหนี้สิน และเงินสำรองฉุกเฉิน ก่อนที่จะไปกู้สินเชื่อบ้าน ธนาคารส่วนใหญ่จะปล่อยกู้ในวงเงิน 40 เท่าของรายได้ และค่างวดไม่ควรเกิน 40% ของรายได้รวม

 

ขั้นที่ 3: ศึกษาทำเลและตลาด

ทำเลคือ "หัวใจ" ของอสังหาริมทรัพย์ ทำเลที่ดีควรมีปัจจัยเหล่านี้:

  • ใกล้รถไฟฟ้า BTS/MRT/ARL
  • ใกล้แหล่งงาน ออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า
  • มีโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาลในละแวก
  • อยู่ในแผนพัฒนาเมืองในอนาคต

 

ขั้นที่ 4: เลือกประเภททรัพย์ให้ตรงเป้าหมาย

  • คอนโด เหมาะกับการปล่อยเช่าและคนโสด/คู่รักวัยทำงาน
  • บ้านเดี่ยว เหมาะกับครอบครัวและการอยู่อาศัยระยะยาว
  • ทาวน์โฮม เป็นจุดกึ่งกลาง ราคาน่ารัก แต่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าคอนโด

 

ขั้นที่ 5: คำนวณต้นทุนทั้งหมดอย่างละเอียด

อย่ามองแค่ "ราคาบ้าน" ต้องคิดรวมถึง:

  • เงินจอง + เงินดาวน์ (มักจะอยู่ที่ 5–20% ของราคาทรัพย์)
  • ค่าโอน + ค่าจดจำนอง
  • ค่าตกแต่ง / เฟอร์นิเจอร์ (กรณีปล่อยเช่า)
  • ค่าส่วนกลางรายเดือน
  • ค่าซ่อมบำรุงและภาษีที่ดินรายปี

 

ขั้นที่ 6: ยื่นกู้และดำเนินการ

เลือกธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยและเงื่อนไขดีที่สุด เปรียบเทียบอย่างน้อย 2–3 แห่ง ก่อนตัดสินใจ