ในขณะที่หลายภาคเศรษฐกิจยังรอจังหวะฟื้นตัว ภาครัฐกลับเดินหน้าเต็มกำลังในการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในมาตรการรัฐซื้อบ้านในปี 2568 ที่กำลัง "เป็นกระแส" ในขณะนี้ก็คือ การลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองเหลือเพียง 0.01% ซึ่งส่งผลกระทบเชิงบวกต่อผู้ซื้อบ้าน และสร้างแรงจูงใจให้กับนักลงทุนโดยตรง มาตรการรัฐที่ช่วยแบ่งเบาภาระการซื้อบ้านนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะเริ่มใช้มาตั้งแต่ปลายปี 2562 แต่การ “ต่ออายุ” ให้ครอบคลุมถึงปี 2568 กลับเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับมาตรการรัฐด้านอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ เช่น แนวโน้มดอกเบี้ยขาลง การลดภาษีที่ดิน และเงื่อนไขสินเชื่อที่ผ่อนปรนมากขึ้น

1. ค่าโอน–จดจำนอง ลดเหลือ 0.01% เท่านั้น
หนึ่งในมาตรการรัฐด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชนมากที่สุดคือ การลดค่าธรรมเนียม “โอนกรรมสิทธิ์” และ “จดจำนอง” จากอัตราเดิมที่ 2% และ 1% ตามลำดับ เหลือเพียง 0.01% ทั้งสองรายการ สำหรับบ้านหรือคอนโดที่มีราคาซื้อขายไม่เกิน 7 ล้านบาท
โดยมาตรการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนลดลงเท่านั้น แต่ยังส่งผลเชิงจิตวิทยาต่อผู้ซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เดิมลังเลเพราะภาระค่าใช้จ่ายวันโอนสูงเกินไป กลับกล้า “ตัดสินใจซื้อ” ได้เร็วขึ้น
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
- บ้านราคา 3 ล้านบาท จากเดิมที่ต้องเสียค่าโอน 2% ที่ 90,000 บาท เมื่อปรับใช้เรตใหม่ที่ 0.01% ค่าโอนจึงลดลงเหลือเพียง 600 บาท เท่ากับว่าประหยัดได้ถึง 89,400 บาท
- บ้านราคา 5 ล้านบาท จากเดิมที่ต้องเสียค่าโอน 2% ที่ 150,000บาท เมื่อปรับใช้เรตใหม่ที่ 0.01% ค่าโอนจึงลดลงเหลือเพียง 1,000 บาท เท่ากับว่าประหยัดได้ถึง 149,000 บาท
2. การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2568
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2568 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 2.00% ต่อปี โดยการตัดสินใจครั้งนี้มีที่มาจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัว นอกจากนั้น จากมุมมองของนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ มีการคาดการณ์เพิ่มเติมว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจลดดอกเบี้ยลงได้อีกถึง 2 ครั้งในปีนี้ สู่ระดับ 1.50% หากภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวตามที่คาด
อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบ้านหรือคอนโดมิเนียม สถานการณ์ดอกเบี้ยแบบนี้ถือเป็น “โอกาสทอง” ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแค่ช่วยลดภาระค่างวดรายเดือน แต่ยังเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อให้ผ่านได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
3. สินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำจากโครงการภาครัฐ
นอกจากมาตรการรัฐซื้อบ้านที่ช่วยลดภาระค่าโอน จดจำนอง รวมถึงดอกเบี้ยแล้ว ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารของรัฐอื่น ๆ ยังได้ปล่อยโปรโมชันสินเชื่อบ้านที่น่าสนใจออกมาหลากหลายรูปแบบ โดยมีตัวอย่างสินเชื่อที่น่าสนใจ ดังนี้
|
รายชื่อสินเชื่อ |
จุดเด่น |
|
สินเชื่อบ้าน Happy Home จากธอส. |
|
|
สินเชื่อบ้านออมสิน สบายใจ |
|
|
โครงการบ้านตั้งต้น สำหรับกลุ่ม First Jobber |
|
4. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว
อีกหนึ่งมาตรการรัฐซื้อบ้านในปี 2568 ที่หลายคนอาจมองข้ามคือ การผ่อนคลายกฎ Loan-to-Value (LTV) ซึ่งเดิมเคยเป็นข้อจำกัดใหญ่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป เพราะต้องวางเงินดาวน์สูง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
- กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันเป็น 100% สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ในกรณี
- มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป
- มูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป
- การผ่อนคลายนี้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 - 30 มิถุนายน 2569
ซึ่งถือว่ามาตรการรัฐซื้อบ้านที่ช่วยผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการ “ปลดล็อก” นักลงทุนให้กลับมาลงทุนในตลาดอสังหาฯ ได้มากขึ้น
5. ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่อเนื่อง
รัฐบาลได้ขยายระยะเวลามาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 90% ต่อเนื่องถึงปี 2568 เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยมีรายละเอียดอัตราภาษี ดังนี้
เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
- มูลค่า 0-50 ล้านบาท : ได้รับการยกเว้น
- มูลค่า 50-75 ล้านบาท : อัตราภาษี 0.05%
- มูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป : อัตราภาษี 0.10%
เจ้าของเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง
- มูลค่า 0-50 ล้านบาท : ได้รับการยกเว้น
- มูลค่า 50-75 ล้านบาท : อัตราภาษี 0.03%
- มูลค่า 75-100 ล้านบาท : อัตราภาษี 0.05%
- มูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป : อัตราภาษี 0.10%

6. โครงการบ้านเพื่อคนไทย ผ่อนเดือนละ 4,000 บาท
โครงการบ้านเพื่อคนไทยเป็นอีกหนึ่งมาตรการรัฐซื้อบ้าน ที่ทางรัฐบาลพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยในราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable Housing) ทั้งยังใกล้กับระบบขนส่งมวลชน โดยมีจุดเด่นสำคัญ คือ
- มีทั้งคอนโดและบ้านเดี่ยว ไม่ต้องดาวน์
- ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 4,000 บาทต่อเดือน
- อยู่ได้นาน 99 ปี
- สนับสนุนสินเชื่อจากธอส. ด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.5%
โครงการนำร่องเริ่มในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ ได้แก่ ย่านบางซื่อ, สถานีธนบุรี, สถานีรถไฟเชียงราก และสถานีรถไฟเชียงใหม่
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์
- เป็นผู้มีสัญชาติไทย
- บรรลุนิติภาวะ
- มีรายได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน
- ไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้พักอาศัยได้
- ไม่เคยได้สิทธิในโครงการบ้านเพื่อคนไทย
7. การผ่อนปรนเกณฑ์กรณีกู้ร่วม
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผ่อนปรนการนับสัญญากรณีกู้ร่วม โดยถ้าผู้กู้ไม่มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จะถือว่ายังไม่เป็นผู้กู้ในครั้งนั้น เนื่องจากไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่ออยู่อาศัย เพียงแค่ช่วยเหลือกันภายในครอบครัว โดยหลักการนับสัญญาสำหรับการกู้ร่วมจะพิจารณาตามผู้กู้ที่มีกรรมสิทธิ์บนที่อยู่อาศัยเป็นหลัก เช่น
- หากทั้ง A และ B กู้ร่วมกัน แต่มีเพียง B ที่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย สัญญานี้จะนับเป็นสัญญาแรกของ B และไม่นับเป็นสัญญาที่ 2 ของ A
มาตรการรัฐด้านอสังหาริมทรัพย์นี้ช่วยให้สมาชิกในครอบครัวสามารถกู้ร่วมกันได้สะดวกขึ้น โดยไม่กระทบต่อโอกาสในการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยของตนเองในอนาคต
สำหรับใครที่กำลังมองหาบ้านที่ให้มากกว่าการอยู่อาศัย ในปีที่เปรียบเสมือนโอกาสทองสำหรับคนอยากมีบ้าน ทาวน์โฮมและ
ทาวน์เฮ้าส์จาก SC Asset คืออีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม ด้วยดีไซน์ทันสมัย ฟังก์ชันตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ และทำเลศักยภาพ พร้อมพื้นที่ส่วนกลางครบครัน พร้อมให้คุณเข้าอยู่และใช้ชีวิตได้ทันที ภายใต้ระบบความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง
กรอกฟอร์มบนเว็บไซต์หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1749 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำบ้านที่ใช่และเหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์
