Key Highlight
- อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์บ้านในปี 2568 มีการแข่งขันสูง โดยธนาคารชั้นนำหลายแห่งเสนออัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรกต่ำกว่า 3.5% พร้อมวงเงินกู้สูงสุดถึง 100% ของราคาประเมิน และระยะเวลาผ่อนชำระนานถึง 30-40 ปี
- ผู้กู้สามารถเลือกระหว่างการรีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่ามาก แต่อาจมีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ หรือจะทำรีเทนชันกับธนาคารเดิมที่มีกระบวนการรวดเร็วและค่าธรรมเนียมต่ำกว่า แต่อาจได้ส่วนลดดอกเบี้ยน้อยกว่า
- ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรีไฟแนนซ์คือหลังผ่อนชำระครบ 3 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมปิดบัญชีก่อนกำหนด
ในปี 2568 ธนาคารหลายแห่งแข่งขันกันเสนอโปรโมชันรีไฟแนนซ์บ้านที่ให้ดอกเบี้ยต่ำ วงเงินกู้สูง และเงื่อนไขที่เอื้อต่อผู้กู้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลายคนยังมีคำถามเกี่ยวกับกระบวนการและรายละเอียดของการรีไฟแนนซ์ วันนี้ SC Asset ได้รวบรวม 10 คำถามยอดนิยมเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์บ้าน พร้อมคำตอบอย่างละเอียดเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

1. การรีไฟแนนซ์บ้านสำคัญอย่างไร ทำไมต้องรีไฟแนนซ์ ?
รีไฟแนนซ์บ้านคืออะไร ? การรีไฟแนนซ์บ้านเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการ ลดภาระหนี้ และ ปรับปรุงเงื่อนไขการกู้บ้านให้ดีขึ้น การทำรีไฟแนนซ์บ้านไม่ใช่แค่การย้ายหนี้ไปยังธนาคารใหม่ แต่เป็น กลยุทธ์ทางการเงิน ที่ช่วยให้คุณจ่ายดอกเบี้ยน้อยลงและบริหารเงินได้ดีขึ้น
4 เหตุผลหลักว่าทำไมควรรีไฟแนนซ์บ้าน ?
- ลดอัตราดอกเบี้ยบ้านให้ถูกลง
หลังจากผ่านช่วงโปรโมชันดอกเบี้ยต่ำ 3 ปีแรก ดอกเบี้ยบ้านมักจะปรับสูงขึ้นตามอัตรา MRR ของธนาคาร การรีไฟแนนซ์ช่วยให้คุณได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น
- อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันของคุณ 6% หากทำการรีไฟแนนซ์ดอกเบี้ยจะลดลงมาที่ 3.30%
- สามารถลดค่างวดต่อเดือนได้มากถึง 4,000 - 5,000 บาท
- ลดภาระค่างวดรายเดือน เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน
การรีไฟแนนซ์ช่วยให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลง ทำให้คุณมีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ หรือการลงทุนเพิ่มเติม เช่น
- เดิมต้องจ่าย 20,000 บาท/เดือน หลังรีไฟแนนซ์เหลือ 16,000 บาท/เดือน
- ประหยัดได้ 4,000 บาท/เดือน หรือ 48,000 บาท/ปี
- สามารถขอกู้เพิ่ม (Top-up Loan) ได้
บางธนาคารอนุญาตให้ผู้กู้ขอสินเชื่อเพิ่มจากมูลค่าบ้าน เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับรีโนเวทบ้าน หรือใช้จ่ายในกรณีจำเป็น เช่น
- บ้านที่รีไฟแนนซ์มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากราคาประเมินเดิม
- สามารถขอสินเชื่อเพิ่มเติมสูงสุด 90-100% ของราคาประเมินบ้าน
- ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้เหมาะกับสถานะทางการเงินปัจจุบัน
หากปัจจุบันคุณมีรายได้เพิ่มขึ้น อาจเลือกรีไฟแนนซ์เพื่อลดระยะเวลาผ่อนชำระ เช่น
- เดิมผ่อน 30 ปี รีไฟแนนซ์และเพิ่มค่างวด เพื่อลดระยะเวลาเหลือ 20 ปี
- ลดดอกเบี้ยสะสมได้หลายแสนบาท
2. รีไฟแนนซ์บ้านต้องรอให้ครบ 3 ปีจริงหรือไม่ ?
โดยทั่วไป การรีไฟแนนซ์บ้านแนะนำให้ทำหลังจากผ่อนบ้านครบ 3 ปี เหตุผลหลักคือช่วง 3 ปีแรก ธนาคารมักเสนออัตราดอกเบี้ยโปรโมชันที่ต่ำเป็นพิเศษ หลังจากหมดช่วงโปรโมชัน ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไขของสัญญาเงินกู้
อย่างไรก็ตาม หากต้องการรีไฟแนนซ์ก่อน 3 ปี ก็สามารถทำได้ แต่ต้องเสียค่าปรับ โดยค่าปรับนี้มักอยู่ที่ 3% ของยอดหนี้คงเหลือ ซึ่งอาจทำให้การรีไฟแนนซ์ไม่คุ้มค่า ดังนั้น หากต้องการรีไฟแนนซ์จริง ๆ ก่อนครบ 3 ปี ควรเปรียบเทียบว่าค่าปรับสูงแค่ไหนเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่ลดลง และประเมินว่าการรีไฟแนนซ์จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริงหรือไม่
3. รีไฟแนนซ์บ้านช่วยลดระยะเวลาผ่อนบ้านได้หรือไม่ ?
การรีไฟแนนซ์บ้านสามารถช่วยลดระยะเวลาการผ่อนชำระได้ หากผู้กู้เลือกปรับเงื่อนไขใหม่ให้เหมาะสมกับสถานะทางการเงิน เช่น การเพิ่มค่างวดรายเดือนเพื่อให้หนี้หมดเร็วขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง เงินที่ผ่อนแต่ละเดือนจะถูกนำไปตัดเงินต้นมากขึ้น ทำให้สามารถชำระหนี้หมดได้เร็วกว่าแผนเดิม ตัวอย่างเช่น จากการผ่อน 30 ปี หากรีไฟแนนซ์ไปดอกเบี้ยที่ต่ำลง และเพิ่มค่างวด อาจช่วยให้ปลดหนี้ได้ภายใน 20-25 ปี อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองก่อนตัดสินใจเพิ่มค่างวด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสภาพคล่องทางการเงินในอนาคต
4. รีไฟแนนซ์บ้านที่ไหนดี ? เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย 2568
อีกหนึ่งคำถามที่คนสงสัยมากที่สุดเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์บ้านในปี 2568 คือ ควรเลือกที่ไหนดี ซึ่งการจะตอบว่ารีไฟแนนซ์บ้านธนาคารไหนดี ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณาคือ ‘อัตราดอกเบี้ย’ ‘วงเงินกู้สูงสุด’ และ ‘ระยะเวลาผ่อนสูงสุด’ ซึ่งเราได้รวบรวมมาให้เปรียบเทียบกันชัด ๆ ตามตารางด้านล่างนี้
|
ธนาคาร |
อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก |
วงเงินกู้สูงสุด |
ระยะเวลาผ่อนสูงสุด |
|
กสิกรไทย |
3.10% |
100% |
30 ปี |
|
กรุงศรีอยุธยา |
3.15% |
90% |
30 ปี |
|
กรุงไทย |
3.30% |
100% |
40 ปี |
|
ไทยพาณิชย์ |
3.49% |
100% |
30 ปี |
|
กรุงเทพ |
3.52% |
100% |
30 ปี |
|
ธอส. |
5.00% |
100% |
40 ปี |
5. รีไฟแนนซ์บ้านใช้เอกสารอะไรบ้าง ?
การรีไฟแนนซ์บ้านเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เอกสารจำนวนมาก เพื่อให้ธนาคารสามารถตรวจสอบสถานะทางการเงินและกรรมสิทธิ์ของผู้กู้ได้อย่างถูกต้อง การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตั้งแต่แรกจะช่วยให้ขั้นตอนการอนุมัติรวดเร็วขึ้น
สำหรับการรีไฟแนนซ์บ้านใช้เอกสารอะไรบ้าง เราสามารถแบ่งเอกสารออกเป็น 4 กลุ่มได้ดังนี้
- เอกสารข้อมูลส่วนบุคคล
เอกสารชุดนี้ใช้สำหรับยืนยันตัวตนของผู้กู้และผู้ร่วมกู้ (ถ้ามี) ธนาคารจะใช้ตรวจสอบประวัติและสถานะทางกฎหมายของผู้กู้
- สำเนาบัตรประชาชน ของผู้กู้และผู้ร่วมกู้
- สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้กู้และผู้ร่วมกู้
- สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)
- สำเนาทะเบียนสมรส/ทะเบียนหย่า (ถ้ามี)
- เอกสารแสดงรายได้
เป็นหลักฐานที่ธนาคารใช้ประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
กรณีเป็นพนักงานประจำ
- หนังสือรับรองการทำงาน ระบุเงินเดือนและตำแหน่งปัจจุบัน
- สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3-6 เดือน
- สำเนารายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)
กรณีเป็นเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ
- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท หรือ ใบทะเบียนการค้า
- สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีชื่อผู้กู้ (กรณีบริษัทจำกัด)
- สำเนารายการเดินบัญชีของธุรกิจย้อนหลัง 6 เดือน
- สำเนาภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) หรือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภงด. 20/50/51) ย้อนหลัง 5 เดือน (ถ้ามี)
- เอกสารกรรมสิทธิ์หลักประกัน
เอกสารเหล่านี้ใช้ยืนยันว่าผู้กู้เป็นเจ้าของบ้าน/คอนโดที่นำมาขอรีไฟแนนซ์
- สำเนาโฉนดที่ดิน หรือ หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อช.2)
- สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ทด.13 หรือ สัญญาซื้อขายห้องชุด (ถ้ามี)
- สำเนาสัญญาจำนองที่ดิน หรือ สัญญาจำนองห้องชุดกับธนาคารเดิม
- เอกสารจากธนาคารเดิมเกี่ยวกับสินเชื่อที่ต้องการรีไฟแนนซ์
ใช้ยืนยันรายละเอียดของหนี้สินเดิมที่ต้องการรีไฟแนนซ์ไปยังธนาคารใหม่
- สำเนาสัญญาเงินกู้กับธนาคารเดิม
- สำเนาหนังสือสัญญาจำนองหลักทรัพย์
- สำเนารายการชำระเงินกู้ย้อนหลัง
6. รีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารเดิมได้ไหม ?
การรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารเดิมสามารถทำได้ แต่กระบวนการนี้จะถูกเรียกว่า "Retention" หรือ "รีเทนชัน" ซึ่งเป็นการเจรจาขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมแทนที่จะย้ายหนี้ไปยังธนาคารใหม่ โดยรีเทนชันคือกระบวนการที่ธนาคารเดิมเสนอ อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง หรือ เงื่อนไขที่ดีขึ้น เพื่อให้ลูกค้าคงสินเชื่อไว้กับธนาคารเดิม แทนที่จะรีไฟแนนซ์ไปที่ธนาคารอื่น
7. เปรียบเทียบรีไฟแนนซ์บ้านกับรีเทนชัน ควรเลือกแบบไหน ?
รีไฟแนนซ์บ้านเป็นการย้ายหนี้จากธนาคารเดิมไปยังธนาคารใหม่ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง หรือได้รับวงเงินกู้ที่สูงขึ้น โดยทั่วไป รีไฟแนนซ์บ้านมักให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าธนาคารเดิมหลังหมดโปรโมชัน 3 ปีแรก ในขณะที่รีเทนชันคือการขอลดอัตราดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม โดยไม่ต้องย้ายหนี้ไปที่อื่น
การเลือกรีไฟแนนซ์หรือรีเทนชันขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงินและสถานการณ์ของผู้กู้ หากต้องการ ดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดและลดค่างวดให้มากที่สุด การรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะช่วยลดดอกเบี้ยได้มากและสามารถขอกู้เพิ่มได้ แต่ต้องเตรียมเอกสารใหม่และเสียค่าธรรมเนียมบางส่วน ในทางกลับกัน หากต้องการ ลดดอกเบี้ยแบบสะดวกและไม่ต้องทำเรื่องใหม่ การรีเทนชันกับธนาคารเดิมเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะใช้เอกสารน้อยกว่า และใช้เวลาน้อยกว่าการรีไฟแนนซ์ อย่างไรก็ตาม การรีเทนชันมักลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่ารีไฟแนนซ์ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจควรเปรียบเทียบข้อเสนอจากธนาคารเดิมและธนาคารใหม่ เพื่อให้ได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
8. การรีไฟแนนซ์บ้านใช้เวลาดำเนินการนานแค่ไหน ?
กระบวนการรีไฟแนนซ์บ้านโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับธนาคารและความซับซ้อนของเอกสารที่ต้องใช้ ขั้นตอนหลักประกอบด้วย
- การยื่นขอสินเชื่อและพิจารณาคุณสมบัติ (2-4 สัปดาห์)
- การประเมินราคาหลักทรัพย์ (1-2 สัปดาห์)
- ขั้นตอนทำสัญญาและจดจำนองที่กรมที่ดิน (1-2 สัปดาห์)
ทั้งนี้ ระยะเวลาอาจเร็วขึ้นหากเอกสารครบถ้วนและไม่มีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม เช่น การตรวจสอบประวัติเครดิตหรือการขอเอกสารเพิ่มเติมจากธนาคารเดิม
9. รีไฟแนนซ์บ้านสามารถขอกู้เพิ่มได้หรือไม่ ?
การรีไฟแนนซ์บ้านไม่เพียงช่วยลดอัตราดอกเบี้ยและปรับค่างวดให้เหมาะสมเท่านั้น แต่ยังสามารถ ขอกู้เพิ่ม (Top-Up Loan) ได้ในบางกรณี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ มูลค่าประเมินของบ้าน วงเงินกู้สูงสุดที่ธนาคารกำหนด และคุณสมบัติทางการเงินของผู้กู้ หากบ้านมีราคาประเมินที่เพิ่มขึ้นจากเดิม หรือภาระหนี้ที่เหลือลดลง ผู้กู้อาจได้รับวงเงินกู้เพิ่มจากส่วนต่างของมูลค่าบ้านเพื่อนำไปใช้ตามความต้องการ เช่น รีโนเวทบ้าน ปิดหนี้สินเชื่ออื่น ๆ หรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน อย่างไรก็ตาม การขอกู้เพิ่มจะต้องผ่านเกณฑ์พิจารณาของธนาคาร เช่น ประวัติการผ่อนชำระ รายได้ และสัดส่วนหนี้สิน ดังนั้น ควรตรวจสอบเงื่อนไขและคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อเพิ่มเติม
10. การรีไฟแนนซ์บ้านมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ?
แม้ว่าการรีไฟแนนซ์จะช่วยลดดอกเบี้ยและค่างวดผ่อนบ้าน แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่ต้องคำนึงถึงก่อนตัดสินใจ ซึ่งค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ได้แก่
- ค่าปรับจากธนาคารเดิม– หากรีไฟแนนซ์ก่อนครบ 3 ปี อาจต้องเสียค่าปรับประมาณ 3% ของยอดหนี้คงเหลือ
- ค่าประเมินหลักทรัพย์ – ธนาคารใหม่จะประเมินราคาบ้านหรือคอนโดใหม่ ค่าธรรมเนียมประมาณ 3,000 - 5,000 บาท
- ค่าจดจำนองกับกรมที่ดิน– คิดเป็น 1% ของวงเงินกู้ใหม่ ที่ต้องจ่ายให้สำนักงานที่ดิน
- ค่าอากรแสตมป์– คิดเป็น 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่
- ค่าประกันอัคคีภัย– ธนาคารมักกำหนดให้ทำประกันอัคคีภัย โดยมีค่าใช้จ่าย 2,000 - 5,000 บาท/ปี
- ค่าธรรมเนียมสินเชื่อ (ถ้ามี)– บางธนาคารอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสินเชื่อเพิ่มเติม ซึ่งควรตรวจสอบเงื่อนไขให้ละเอียด
รีไฟแนนซ์บ้าน 2568 ทางเลือกที่ช่วยลดดอกเบี้ยและภาระการผ่อนบ้าน
การตัดสินใจรีไฟแนนซ์บ้านในปี 2568 เป็นโอกาสสำคัญในการปรับปรุงสถานะทางการเงินของคุณ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจจากหลากหลายธนาคารชั้นนำ พร้อมทางเลือกที่ยืดหยุ่นทั้งการรีไฟแนนซ์และรีเทนชัน การศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบเงื่อนไขอย่างละเอียดจะช่วยให้คุณเลือกแผนที่เหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์ของคุณ
