แบงค์ชาติ ปรับลดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม
Research and Knowledge . 21 กุมภาพันธ์ 2020

หลังจากเริ่มต้นปี 2563 ถือว่าเป็นอีกปีที่ทางแบงค์ชาติ หรือธนาคารแห่งประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การปรับปรุงเกณฑ์มาตรการรัฐควบคุมสินเชื่อบ้าน (LTV) เพื่อให้ประชาชนที่มีวินัยในการชำระหนี้และต้องการมีบ้านหลังที่ 2 สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และอีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือ การปรับลดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรมนั่นเองครับ เราลองไปดูกันดีกว่าว่าทางแบงค์ชาติมีการปรับลดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในส่วนไหนบ้าง และแต่ตัวนั้นมีประโยชน์ต่อเราอย่างไร ไปดูกันครับ

ค่าปรับการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด (Prepayment Charge)

เริ่มจากการปรับลดค่าปรับการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด (Prepayment Charge) สำหรับสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อส่วนบุคคลกันก่อนเลยครับ สำหรับการปรับลดค่าไถ่ถอนตัวนี้จะมีลักษณะการผ่อนชำระเป็นงวด ซึ่งเดิมทีแล้วผู้ประกอบการบางรายจะมีการคิดค่าปรับจากฐานวงเงินสินเชื่อทั้งก้อน ซึ่งเกณฑ์ตัวใหม่นี้จะมีการปรับให้คิดค่าปรับบนยอดเงินต้นคงเหลือเท่านั้น รวมทั้งให้กำหนดช่วงระยะเวลาที่จะยกเว้นการเรียกเก็บค่าปรับการไถ่ถอนอีกด้วย

สาระสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ ค่าปรับที่ไม่สูงมากนัก จะช่วยให้ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกผู้ประกอบการที่ให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด และยังช่วยเพิ่มการแข่งขันในระบบ รวมทั้งทำให้ตลาด Refinancing เกิดขึ้นในประเทศไทยอีกด้วย โดยเกณฑ์ใหม่สำหรับค่าปรับไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนดตัวนี้มีผลบังคับใช้แล้วครับ

ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้

มาต่อกันที่การปรับลดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อ SMEs และสินเชื่อส่วนบุคคลกันบ้างครับ โดยสินเชื่อนี้จะมีลักษณะการผ่อนชำระเป็นงวด เดิมทีนั้น การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้จะคิดบนฐานของเงินต้นคงเหลือ แต่สำหรับเกณฑ์ใหม่นี้จะมีการปรับให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้บนค่างวด (Installment) ที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระเฉพาะส่วนที่เป็นเงินต้นของค่างวดนั้น

นอกจากนี้ทางแบงค์ชาติยังให้สถาบันการเงินกำหนดช่วงระยะเวลาการผ่อนผันไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ (Grace Period) ในกรณีที่ลูกหนี้อาจมีเหตุสุดวิสัยที่จะเป็นเหตุทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด โดยให้แจงรายละเอียดของยอดหนี้ค้างชำระ เช่น ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ค่าธรรมเนียมทวงถามหนี้ ให้ลูกหนี้ทราบอย่างชัดเจนด้วยครับ สำหรับการปรับปรุงในครั้งนี้นอกจากจะทำให้เป็นธรรมมากขึ้นแล้ว ก็ยังถือว่าเป็นอีกตัวช่วยที่จะช่วยลดโอกาสที่ลูกหนี้จะไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้ (Affordability Risk) โดยการปรับเปลี่ยนเกณฑ์นี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 .. 2563

ค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิต

มาถึงการปรับปรุงตัวสุดท้ายจากทางแบงค์ชาติกันครับ สำหรับการปรับลดค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรเดบิต ซึ่งจะปรับใช้ในกรณีที่ผู้ใช้บริการยกเลิกการใช้บัตร แต่เดิมนั้นจะไม่มีการคืนส่วนต่างหรือคืนเมื่อมีการร้องขอจากผู้ใช้บริการเท่านั้น แต่สำหรับเกณฑ์ใหม่นี้จะต้องมีการคืนค่าธรรมเนียมรายปีตามสัดส่วนระยะเวลาคงเหลือของบัตรแก่ผู้ใช้บริการโดยไม่ต้องให้ผู้ใช้บริการร้องขอ

และกรณีการต้องออกบัตร หรือรหัสบัตรทดแทนนั้น เดิมทีเราจะต้องถูกสถาบันการเงินเรียกเก็บทุกกรณี แต่สำหรับเกณฑ์ใหม่นี้ ทางแบงค์ชาติให้มีการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการออกบัตร หรือรหัสบัตรทดแทน แต่หากกรณีที่ออกบัตรหรือรหัสทดแทนที่มีต้นทุนสูง ก็อาจจะพิจารณาจัดเก็บได้ตามความเหมาะสม ซึ่งค่าปรับที่ไม่สูง จะช่วยให้ผู้ใช้บริการมีสิทธิ์เลือกผู้ให้บริการและทำให้เกิดการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น โดยเกณฑ์ใหม่สำหรับการปรับลดค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตนี้มีผลบังคับใช้แล้วครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับการปรับลดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรมของทางแบงค์ชาติหรือธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทุกเกณฑ์ที่มีการปรับนั้น หลักๆ แล้วจะเน้นไปที่การมอบความเป็นธรรมให้กับลูกหนี้ หรือผู้ใช้บริการจากสถาบันการเงินเสียส่วนใหญ่ ซึ่งล้วนแต่เป็นผลประโยชน์แก่ตัวเราทั้งนั้น และหากในอนาคตมีทางแบงค์ชาติมีการปรับเปลี่ยนมาตรการหรือกฏเกณฑ์ใดๆ เพิ่มเติม ทาง SC Asset จะรีบนำมาอัปเดตให้ทุกท่านได้ทราบกันอีกครั้งครับ

  • Share :